Profil de NuNingSawatdee JawPhotosBlogListesPlus Outils Aide

Blog


อกอีแป้นจะแตก

 

            วันนี้เช้าเข้าเช็คเมลล์ดูปรากฎว่าเจอจดหมายส่งออกจากตู้ของเรา ส่งไปให้เพื่อนๆทุก
            คนในเอ็มของเราด้วยข้อความเฟ่ยๆเขียนว่า
           
"ช่วยสมัครเล่นเกมส์ให้แฟนหยิ่งหน่อยนะคะ"
            อ่านแล้วอกอีแป้นจะแตก โทรไปถามคุณบอยได้ความว่าแกเป็นคนส่งเอง เพราะกำลัง
            ติดเกมส์โป๊กเปอร์ออนไลน์ในHi5อยู่จึงอยากที่จะหาโบนัสเยอะๆ แกยังให้เหตุผลอีกว่า
            เอ็มเราชื่อเพื่อนเยอะกว่าของแก..เง้อ ฟังแกแล้วก็เคือง
            คื โ ว้
            เคืองที่แกใช้ภาษาเฟ่ยๆ (เสียภาพหมดเลยกู)
            เคืองที่แกใช้เอ็มเราอ้อนเพื่อนเรา(กูไม่เคยขอร้องใคร)
            เคืองที่แกเอาชื่อเราไปเกี่ยวพันกับHi5(กูเกลียดเวปนี้ที่สุด.ในโลก)

            ตักเตือนแกไปแล้วว่าอย่าทำอีก หนูรู้สึกทุเรสตัวเองเหลือกำลัง น่าจะใช้คำแต่งประโยค
            ที่ดีกว่านั้นนะ

เสื้อกันหนาว กับ ชายใจร้าย

        

         อากาศอุ่นขึ้นแล้ว
         เสื้อกันหนาวก็เข้าไปนอนในตู้ของมันตามเดิมแล้ว หน้าหนาวกำลังจะจากไปอีกครั้ง
         หนาวครั้งนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่ายาวนานเลย น่าจะหนาวอีกสักเดือน สองเดือน แล้วก็จะล่วงเข้า
         เดือนหนึ่งเต็มๆแล้วที่ไม่ได้ช่วยคุณบอยหยิบจับงานอะไรเลยสักกะอย่าง พอแกวานให้ทำ
         อะไรให้สักอย่างก็ได้แต่คร่ำครวญบอกแกว่า หนูยังไม่พร้อม หนูยังไม่อยากทำ หนูยังไม่หาย
         อิดออดจนล่าสุดนี้ก็โดนแกเอ็ดเอาก่อนไปกรุงเทพว่า หายได้แล้วมาช่วยกันทำมาหากิน
         หน่อย!!! คนใจร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

                                       
         ดูๆไป คุณบอยก็น่าสงสารอยู่ไม่น้อย
         ฉันเองก็มาไม่สบายเอาตอนที่ทุกอย่างกำลังยุ่งๆเสียด้วย ที่จริงก็พอจะช่วยรับโทรศัพย์ลูกค้า
         ได้แล้ว แต่ใจมันยังต่อต้านอยู่ ยังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับใคร ใครได้มากนัก ความสุขที่พอจะ
         มีในช่วงเวลาพักฟื้นก็การได้นั่งผิงแดดอุ่นๆยามเช้ากับคุณตาคุณยายบ้านข้างๆ คุยกันสารพัด
         สารพันเรื่อง การได้เดินออกกำลังกับบีคลูองค์รักษ์หมารอบๆบ้านคุณตา ได้นอนมองแดด
         อ่อนๆผ่านต้นลำใยต้นใหญ่ ยิ้มทักทายกับสายลมแล้งที่กำลังมาเยือน ไม่มีอะไรสุขเท่านี้อีก
         แล้วในยามเจ็บป่วยวันนี้ 
        
         อยากเล่นว่าวกับลมแล้งที่กลางทุ่งดาวจัง
        
         ฝันจะเป็นจริงได้ไหมนะ ก็ได้ยินคุณบอยเธอเปรยๆแว่วมาว่า ถ้างานยุ่งๆแบบนี้ก็อยากจะให้
         ฉันลงไปอยู่ที่กรุงเทพ เดือนหนึ่งก็ค่อยกลับพะเยาสักครั้งหนึ่ง อีกทั้งบอกอีกด้วยว่าไปดูห้อง
         หับไว้ให้เรียบร้อยแล้วหลายที่ เหลือแค่ตัดสินใจ

         เมื่อก่อนจำได้ว่าพ่อเคยถามฉันว่า หนูอยากกลับไปอยู่พะเยาไหมลูก? ก็ตอบพ่อชัดเจนว่า
         "ไม่ค่ะ หนูไม่อยากเป็นคนบ้านนอก" แต่ในวันนี้มันไม่ใช่แล้ว วันนี้ดีใจที่ได้เป็นคนพะเยา
         คงจะเศร้าไม่น้อยหากต้องอยู่กรุงเทพนานๆ 

         
แม่เจ้า น้องอยากกิ๋นป๋านึ่งของอีแม่แถมเจ้า

        


เมื่อดอกไม้เป็นเด็กดี

 

          วันนี้ออกกำลังกายเบาๆด้วยการตีแบตกับหนูปู ท่ามกลางเสียงเตือนแบบบ่น บ่นอย่างห่วง
          ห่วงอยู่รอบด้าน ระวังแผลฉีกนะ ระวังแผลฉีกนะ!!! แต่ถ้าสังเกตุให้ดีๆจะรู้ว่าเราแทบจะ
          ไม่ได้วิ่งเลยเต็มที่ก็ขยับเท้าไปซ้าย-ขวาอย่างละก้าวเท่านั้นเอง ก่อนเล่นได้เตี๊ยมหนูปูไว้
          แล้วว่าให้ตีมาตรงที่ฉันยืนอยู่ ห้ามตีเบี้ยวไปทิศทางอื่นเป็นอันขาดไม่งั้นมีเฮ เล่นได้สักครึ่ง
          ชั่วโมงเสียงหนูปูพูดสั่นๆว่า "หนูเหนื่อยละนะ ทำไมต้องวิ่งไปมาด้วยเนี้ย แฮก แฮก" รู้สึก
          ผิดนิดๆ แต่ก็พยายามอ้อมแอ้มแก้ตัวไปว่า "ก็เค้าวิ่งยังไม่ได้นี่" เกมส์จึงยุติลง

          หายป่วยคราวนี้ตั้งใจว่าจะออกกำลังทุกวัน(ตามสะดวก)จะดูแลสุขภาพตัวเองให้มากยิ่งขึ้น
          เมื่อวานตอนกลางวันของเมื่อวานจึงไปช็อปโลตัสกับคุณบอย ในรถเข็นเต็มไปด้วยของที่ไม่
          เคยหยิบจับซื้อหา นมเปรี้ยว ไวตามิ้วค์ น้ำผลไม้ นมแคลเซียมสูงและอีกมากมายที่คิดว่า
          มันดีต่อสุขภาพ(เดินผ่านเบียร์น้ำลายเหนียวหนืดเลย 55)เหลือบไปมองรถเข็นของคุณ
          บอยเห็นน้ำอัดลมกับขนมจุ๊กจิกแบบของแกก็อดที่จะแดกดันไม่ได้ว่า "โห..ยังกินแบบ
          นั้นอีกเหรอยี้"พอได้แดกดันแกก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมากๆเลย ดีที่สุดชนิดที่ว่าไม่เคย
          ประพฤติเลวๆมาก่อน และก็ดีสมใจเมื่อควักเงินจ่ายค่าสุขภาพดีไปพันเก้ากว่าๆ งิ งิ

          วันนี้คุณบอยไปทำงานที่กรุงเทพอีกแล้ว ทิ้งเราเป็นสาวบ้านนอกคนเดียว กรี้สสสสสสสส

 

เล่าไป บ่นไป

 

    จริงๆแล้วมีอะไรจะเขียนบันทึกก็ตั้งเยอะ แต่ก็ไม่ได้ทำ เรื่องเปิ่นๆที่แสนจะน่าอายบนรถทัวส์ เรื่อง
  ที่ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนอื่นคงจะเฉยๆกับเรื่องพวกนี้ แต่กับฉันมันตื่นเต้นมากๆเลยที่เดียว
  ยิ่งตอนที่หลงอยู่ในหมอชิตยิ่งรู้สึกเฟ่ยสุดๆ บ้านนอกแท้เรา เล่าให้คุณบอยฟังเธอปลอบว่า ไม่เป็นไร
  อย่ากังวลแกเองก็ขึ้นรถไฟฟ้าไม่เป็นเหมือนกัน ทั้งยังชวนฉันไปลองขึ้นรถไฟฟ้าในวันว่างๆด้วยกันอีก
  ฉันฟังแกก็ได้แต่หัวเราะพยักเพยิดตาม ฉันยังบอกแกด้วยว่า เราถ่ายรูปเอาไว้ด้วยนะ แกก็หันมาตอบ
  ด้วยสีหน้าจริงจังว่า "จ๊ะ"

    เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว คุณพยาบาลที่มาทำแผลให้ที่บ้านแกอาสาฬ์เป็นธุระติดต่อนัดคิวคุณหมอให้
  เพราะยาที่ได้มากืนจนหมดแล้ว จึงสมควรที่จะให้หมอดูแผลสักครั้ง แปลกมากเลยคุณหมอคนนี้ไม่นัด
  ดูแผลคนไข้ (รึอาจจะระอาเราจนต้องแกล้งทำเป็นลืมก็ไม่รู้ได้)พอไปถึงโรงพยาบาลก็ได้คิวเข้าพบ
  หมอได้เลยไม่ต้องเสียเวลานั่งรอ หมอหวานถามว่า หมอนัดวันนี้ใช่ไหมคะ? แน่ะ!!!ทำเนียนนะ จึง
  บอกหมอไปว่า คุณหมอลืมนัดค่ะ ไม่ได้นัด แต่เห็นว่ายาหมดแล้วก็เลยมาหาเอง หมอทำหน้าเฉยๆไม่
  ได้มีสีหน้าบ่งบอกว่าสำนึกผิดที่ตรงไหนเลย ขอโทษสักคำก็ไม่มี แย่มาก แถมยังถามอีกว่า หมอตัด
  มดลูกข้างไหนไปนะ? !!!ฉันได้แต่คิดอยู่ในใจว่า รอบหน้ากูไม่ใช้บริการมึงละ แสรด!!!

  ยังไม่จบกับเรื่องหมอหวาน หลังจากดูแผลเสร็จสรรพ แกก็พูดขึ้นมาว่า แผลดีละนะ งั้นเดี๋ยวหมอจะเย็บ
  แผลตรงที่เปิดให้นะ ...เง้อ..ทำไมหมอไม่ถามว่าให้หมอเย็บให้ไหม? หรือจะให้แผลปิดเอง?จึงเข้า
  ใจไปเองว่าคุณหมอคนนี้เธอคงอ่านแต่ตำราเรียน ไม่นิยมเสพหนังสืออื่นๆเท่าไหร่ ภาษาที่ใช้จึงผิดหลัก
  ของความน่าจะเป็นไปมากโข พอเราบอกแกไปว่า ไม่เย็บค่ะ รับไม่ได้อีกแล้วแม้แต่เข็มเดียว ให้แผล
  ค่อยๆตื้นขึ้นมาเองจะดีกว่าค่ะ แกก็แย้งว่า มันนานนะ เย็บเลยแผลจะหายเร็ว ฉันก็โต้กลับว่า นานก็หาย
  รอได้ค่ะ การสนทนาเรื่องแผลจึงจบลง ฉันรีบกุลีกุจอลงจากเตียงตรวจมานั่งที่เก้าอี้ข้างหน้าโต๊ะทำงาน
  ของหมอ เผื่อว่าเราจะมีอะไรสนทนากันอีกสักนิด หมอหวานก้มหน้าก้มตาอ่านในใบของคนไข้แล้วก็เงย
  หน้าบอกกับฉันว่า วันนั้นหมอลืมบอกไป นอกจากรังไข่ ปีกมดลูกแล้วก็ยังมีไข่ที่เป็นน้ำด้วยนะคะที่หมอ
  ตัดออก ฉันได้แต่ยิ้มน้อยๆส่งสัญญาณบอกแกว่ารับทราบค่ะ (ไม่บอกปีหน้าเลยล่ะ)แกก็ยิ้มตอบให้นิด
  หนึ่งแล้วก็บอกเนิบๆต่อว่า ผลการพิสูจน์ชิ้นเนื้อก็มาแล้วนะ ไม่ใช่เนื้อร้ายนะคะ (โห..ถ้าไม่ด้านหน้ามา
  เองจะรู้ผลการพิสูจน์ไหมเนี้ยกู)

    ร่ำลาหมอหวาน ก็มีเรื่องให้ขบคิดในใจมากมาย ทั้งแค้น ทั้งเห็นใจ หมอเก่าๆเก่งมากประสบการณ์เค้า
  ใช้หนี้ทุนหมดแล้วก็โบกมือ บ๊ายบาย โรงพยาบาลรัฐซบอกโรงพยาบาลเอกชนกันหมดแล้ว โรงพยาบาล
  รัฐบาลจึงมีแต่หมอจบใหม่ทั้งนั้น อีกทั้งคนไข้ก็ล้นหมอจึงมีพลาดบ้างหลงบ้างก็เรื่องธรรมดาที่ฉันเองก็
  ต้องทำใจยอมรับมัน จะหันกลับไปทำประกันชีวิตอีกก็กลัวว่าจะไม่มีที่ไหนเค้ารับ ถึงเค้าจะรับก็กลัวโดน
  ยกเลิกกรมธรรม์อีกเหมือนที่โดนAIAขอยกเลิกมาแล้ว
  
    ตอนนี้คุณพยาบาลไม่มาทำแผลให้ที่บ้านแล้ว เพราะแผลแห้งสนิทแล้ว แต่กว่าจะอาบน้ำได้ก็ให้รอ
  อีกสองวัน ดีนะที่ไม่สบายครั้งนี้หน้าหนาว ถ้าหน้าร้อนคงจะเน่าไปแล้ว

 

ดอกไม้ ใต้ฟ้าเหนือ



 นอนโรงพยาบาลคร้งนี้จะมีโชคบ้าง ก็เรื่องห้องพักเท่านั้นเอง โชคดีที่ห้องพิเศษว่าง ไม่ต้องนอนห้องรวมเหมือนครั้งที่แล้ว ก็แน่ล่ะใครจะฉลองปีใหม่ในโรงพยาบาลแบบฉันหล่ะ ใช่ไหม? แต่จะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เพราะห้องที่ได้นั้นติดกับห้องเก็บศพ แม้จะไม่ใช่ตึกเดียวกันแต่ตึกติดกันห่างกันแค่ไม่กี่สิบเมตร ครั้งแรกที่รู้ว่านอนติดกับห้องเก็บศพนั้นก็เฉยๆ
เพราะจิตได้ตกไปแล้ว อีกทั้งเมก็มานอนเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนจึงไม่กลัวมากนัก แม้ว่าในห้องพักนั้นจะมีหิ้งพระที่รกรุงรังไปด้วยพวงมาลัยมากมาย มากเสียจนเมเอ่ยปากว่า "ทำไมห้องอื่นไม่มีล่ะ?"

ครั้งแรกนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังอยู่ในภาวะซึมเศร้าอะไรก็ช่างหัวมัน แต่พอวันที่ 3 วันที่มีแก่ใจหัดเดิน เดินออกมานอกห้องก็ออกมาเจอเขา(ใครไม่รู้)มารับศพพอดี จิตใจที่กำลังจะเริ่มมีแรงก็วูบลงอีกครั้ง ได้แต่ยืนมองจนลับตาไป เหตุนี้แหละจึงเดือดร้อนถึงคุณบอยที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯต้องโทรมารบกวนเพื่อนที่เป็นนางพยาบาลขอให้ย้ายห้องให้ ทั้งๆที่ตอนแรกฉันเองเป็นคนยืนยันหนักแน่นว่า "อย่าย้ายเลยลำบากคนอื่นเค้าเปล่าๆ"

ห้องใหม่ที่ได้ไกลจากตึกเดิมมาก คุณบอยได้โทรมาบอกล่วงหน้าแล้วว่า "ห้องซีวิวจ๊ะ จะได้หายเร็วๆมองวิวสวยๆนะ" (ซีวิวของคุณบอยหมายถึงกว๊านพะเยา หาใช่หาดป่าตองไม่) อีกวันคุณบอยก็ยังโทรมาถามอีกว่า "ชอบไหม? ห้องใหม่ ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวย้ายห้องสวีทให้" ฟังคุณบอยแล้วก็ได้แต่ยิ้มแล้วบอกแกว่า "ยังไม่อยากโดนพยาบาลรุมฆ่าค่ะ" ป่านนี้นางพยาบาลที่ตึกเก่าก็คงก่นด่าในใจไปนักต่อนักแล้วว่าอีนี่แม่งเรื่องมาก


 อีกวันคุณหมอขอเปิดแผล ด้วยเหตุว่าแผลติดเชื้อเป็นหนองและไข้ไม่ลด....แม้จะเป็นเรื่องปกติของคนไข้ผ่าตัดอย่างที่หมอว่าก็เถอะ แต่ก็อยากร้องไห้ว่ะ หาเหตุผลของน้ำตาไม่เจอ

 ทำอะไรหมอไม่ได้จึงระเบิดอารมณ์ด้วยการโทรไปวีนแตกใส่คุณบอย นิสัยไม่ดีถึงขั้นเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งให้เมตามเก็บอีกต่างหาก ไปเอามาจากไหนเนี้ยนิสัยแบบนี้(นี่ป่วยอยู่นะ) อารมณ์ที่หาที่มาที่ไปในเจอในสมองกลวงๆของตัวเอง ห่วยแตกจริงฉัน ตายสะนังนี่

วันเสาร์ที่ 10
เวลา 4 ทุ่มนิดๆ คุณบอยขับรถหน้าตั้งจากกรุงเทพฯ มาถึงพะเยา ดีใจจัง ดีใจที่สุดเลย

วันอาทิตย์ที่ 11
คุณหมออนุญาติให้กลับบ้านได้ กลับทั้งๆที่ท้องยังมีรู2รู หมอให้มาทำแผลทุกวัน เช้า-เย็น แอบแปลกใจนิดๆว่าทำไมหมอไล่เรากลับบ้านเร็วจัง ทั้งๆที่ไข้เพิ่งลงได้วันเดียวเอง ไม่ดูอาการอีกสักหน่อยเหรอ ที่จริงอยากจะขอนอนต่อ แต่ช่างเถอะ กลับบ้านดีกว่า


 

ดอกไม้ใต้ฟ้าเหนือ



ฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบฉันถามคำถามแรกกับคุณบอยว่า หนูเป็นอะไร?
ได้คำตอบว่า มดลูกด้านขวาอักเสบ ..คุณบอยเดินมาที่เตียงแล้วบอกฉันว่า พักผ่อนก่อนนะอย่าเพิ่ง
ถามอะไรเลย แต่จะให้พักได้ยังไงในเมื่อนางพยาบาลยังเดินป่วนมาขอเจาะเลือดที่แขนขวาไปเพื่อ
ตรวจหาอะไรสักอย่างถึง 3 ครั้ง (เจาะในลักษณะที่ต่างกัน แปลกดี)

กลิ่นยาสลบยังกรุ่นในทุกลมหายใจ
คุณบอยเล่าให้ฟังว่า หมอเอก(หมอศัลยกรรม)เปิดหน้าท้องผ่าไปดูไส้ติ่งที่แกคิดว่าอักเสบนั้นกลับ
หาไม่เจอ จึงร้อนถึง หมอหวาน(หมอสูติ)ถูกตามมารับผิดชอบการผ่าตัดครั้งนี้ต่อ การผ่าตัดจึงกิน
เวลานานมากเพราะใช้หมอถึง 2คน ฟังคุณบอยเล่าก็ยิ่งรู้สึกรันทดเหมือนเราเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้?

การผ่าตัดที่ปัจจุบันทันด่วน

ครั้งนี้ ไม่ห่างจากการผ่าตัดเมื่อครั้งก่อนเท่าไหร่ ใจและกายที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมนั้น ยิ่งทำให้
อารมณ์ขันและพลังชีวิตหายไปมากมาย รู้สึกหดหู่และไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก รู้สึกได้เพียงเท่านี้เอง
ตอนที่ฟื้นขึ้นมา รู้สึกแย่มากจริงๆ





ดอกไม้ ใต้ฟ้าเหนือ






เพื่อนถามว่า ปีใหม่จะไปเที่ยวที่ไหน?
ก็ตอบเพื่อนว่าจะนอน จะไม่ไปไหนเลย นอนดูทีวีอย่างเดียว แล้วก็สมใจนึกฟ้าประทานทันที เหมือนได้คูปองสัมณาคุณจากชายชุดแดงได้นอนยาวอย่างใจฝัน

วันที่ 1 มกราคม 2552
เริ่มมีอาการปวดเกร็งที่มดลูกด้านขวา ก็ยังแปลกใจว่าประจำเดือนเพิ่งจะหมดทำไมยังปวดอีก ทานยาแก้ปวด2เม็ดแล้วนอนพัก อาการก็ดีขึ้น แต่อีกวันก็กลับมีอาการปวดเหมือนเดิมด้วยความที่เป็นคนอดทนจึงได้แต่ทานยาแล้วก็นอนพัก3วัน วันที่4อาการปวดยังไม่หายและดูจะรุนแรงกว่าวันก่อนๆจึงลากสังขารไปโรงพยาบาลในเช้าวันที่ 4 และเนื่องด้วยเป็นวันอาทิตย์จึงไม่มีหมอใหญ่อยู่เลย จะมีก็แต่หมอฝึกหัด 2 คน ประจำที่ห้องฉุกเฉิน หลังจากซักไซร้ไล่เรียงอาการดูแล้วครึ่งวันหมอหาโรคไม่เจอ
หมอสูติ สันนิษฐานว่า ท้องนอกมดลูก เง้อ...อึ้งกิมกี่
หมอศัลฯ สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นไส้ติ่ง
หมออัลตร้าซาวด์ บอกว่าไม่น่าจะใช่ไส้ติ่งเพราะตำแหน่งสูงกว่าไส้ติ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าไอ้ภาพเงาขนาด5เซ็นติเมตรที่อยู่ในท้องของฉันมันคืออะไร
ร้อนถึงหมอใหญ่ที่ถูกเรียกตัวมาฉุกเฉินด่วน หมอก็บอกได้แค่ว่าต้องผ่าเปิดหน้าท้องดูแล้วถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆคือมันมีอะไรอยู่ในนั้น ฉันที่หมดใจไปตั้งแต่เช้าแล้วก็ได้แต่บอกหมอว่า ผ่าเลยค่ะ

เข้าห้องผ่าตัดตอนบ่ายสองของวันอาทิตย์ที่ 4
ได้คุยโทรศัพย์กับพ่อนิดหน่อย พ่อบอกว่าไม่ต้องกลัวนะ อยากจะบอกพ่อว่าหนูชินแล้วค่ะ

5 โมงของเย็นวันอาทิตย์การผ่าตัดสิ้นสุดลง
ครั้งนี้เป็นการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่ฉันเคยผ่าตัดมา คุณบอยบอกฉันว่าใจไม่ดีเลยตอนที่รอที่หน้าห้องผ่าตัดเพราะมันนานเหลือเกิน นานเสียจนกลัวว่าฉันจะไม่มีชีวิตกลับออกมาอีกครั้ง