NuNing's profileSawatdee JawPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    คืนที่สอง ที่ขุนห้วยแห้ง

       


    เช้าวันที่สองในเชียงใหม่
    คุณบอยถามพี่ตึ๋งว่าถ้าจะขึ้นไปอินทนนท์จะมีที่พักไหม? พี่นั่งคิดสักครู่ก็กดโทรศัพท์หาพวกพ้องที่นั่นไถ่ถามถึงที่พักให้ แน่นอนว่าที่พักของนักท่องเที่ยวนั้นเต็มหมดแล้ว รวมไปถึงที่กางเต้นท์เราก็ไม่มีที่เหลือพอให้เราไปเบียดได้ แต่ไม่นานพี่ตึ๋งก็บอกกับฉันว่า
    "พี่ติดต่อกับเพื่อนที่หน่วยวิจัยขุนห้วยแห้งให้แล้ว  ลูกหยิ่งไปพักที่นี่เลย เป็นบ้านพักของหัวหน้าศูนย์ที่นั่นแหละ พี่เขียนแผนที่ให้แล้วไปถึงถามหาอาจารย์เสกสรรค์นะเค้าจะดูแลเรื่องที่พักให้เอง พวกพ้องกันเป็นคนจังหวัดพะเยานี่แหละ เจ้าหน้าที่ที่นั่นก็ญาติๆเรานี่แหละ แล้วเช้าอีกวันก็ค่อยขึ้นอินทนนท์ ถ้าน้องอยากจะดูแม่ขนิ้งก็ขึ้นไปที่ศูนย์เรด้า[สูงสุดของดอยอินทนนท์]สักตีห้าถ้าโชคดีก็จะได้เห็น" พวกเราลาพี่ตึ๋ง มือก็กำแผนที่หน่อยวิจัยขุนห้วยแห้งที่พี่เค้าวาดให้ไว้แน่นกลัวว่าจะหลงทาง ฉันมองดูแผนที่แล้วก็นึกหวั่นใจว่าเราจะไปถูกไหมเพราะดูๆฉันว่ามันเหมือนไส้เดือนย้ายบ้านชอบกล

    ทางไปศูนย์วิจัยขุนห้วยแห้งนั้นผ่านที่ท่องเที่ยวหลายที่ เราจึงตกลงที่จะแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ รถเลี้ยวเข้าไปในสวนพฤกษศาสตร์ ที่นี่มีพันธ์ไม้หาดูยากจัดเอาไว้เป็นโซนๆ เราเดินไล่ชมลงไปเรื่อยๆเป็นวงกลม จบลงที่ร้านขายของที่ระลึก ฉันดิ่งเข้าไปดูโปสการ์ดทันที โปสการ์ดที่นี่ทำเก๋มากเค้าตัดไม้อัดแผ่นบางแล้วสกรีนรูปกล้วยไม้ลงไป ว่าจะซื้อแต่เปลี่ยนใจด้วยเหตุผลบางอย่างที่ติดอยู่ในใจเล็กๆ ออกจากร้านขายของที่ระลึกแล้วก็ตรงไปที่โรงอาหาร ไส้อั่วทอดที่นี่อร่อยมากๆ ราคาก็แพงมากๆเช่นกัน

    ครึ่งวันผ่านพวกเราตลอนกันไปเรื่อยๆ เส้นทางคดเคี้ยวไต่เขาผ่านน้ำตกสวย 2 แห่ง พาเราไปถึงศูนย์วิจัยขุนห้วยแห้งตอนบ่ายสาม ที่หน้าศูนย์มีต้นซากุระเรียงรายตระหง่าน เสียดายที่มันยังไม่บาน ฉันนึกถึงภาพดอกซากุระที่สะพรั่งเต็มต้นเสียจนทำให้ถนนเป็นสีชมพูในเช้าของวันแดดสวย มันจะสวยสักเพียงไหนนะ จัดของเข้าที่พักเรียบร้อย[เป็นห้องพักของอาจารย์เสกสรรค์หัวหน้าศูนย์นั่นเอง] พี่ๆเจ้าหน้าที่ก็เดินมาบอกเราว่า "ขึ้นไปเที่ยวสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ก่อนสิครับ มีหงส์ดำที่เบิร์ดธงชัยมอบให้ด้วยนะ แล้วก็ร้านอาหารในนั้นอร่อยมีปลาเทร้าด้วย" ขณะที่ฟังเจ้าหน้าที่เค้าอธิบายทางอยู่นั้น อาจารย์เสกสรรค์ก็มาถึงพร้อมๆกับรถวิบากคู่ใจของแก ทักทายกันได้สักครู่พอแกรู้ว่าเราจะไปทานปลาเทร้าแกก็บอกว่า ให้เราบอกร้านอาหารว่าเป็นญาติของอาจารย์เสกสรรค์จะมีส่วนลดให้(ฮา)

    เดินตุปัดตุเป๋ในสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ได้สักพัก ท้องก็เริ่มร้องจึงพากันไปที่ร้านอาหาร[คุณบอยที่เสียสละการเดินชมสวนไปนั่งจองโต๊ะให้รออยู่นั่นแล้ว]วันนี้วุ่นวายมาก เด็กเค้าทำไม่ทันเลยไม่ได้สั่งอะไรเลยจ๊ะ คุณบอยบอก สักครู่เด็กจึงเดินมาบอกว่า "แม่ครัวขอพักแปปนะครับ แต่พี่สั่งอาหารได้เลย" ไม่มีใครอารมณ์เสียกับเรื่องนี้ พวกเราเข้าใจดีว่านักท่องเที่ยวมากจริงๆ แต่อาหารก็คุ้มค่าการรอคอย ปลาเทร้ารมควันนั้นอร่อยมากๆ น้ำจิ้มก็แซบ ผัดผักรวมนั้นไม่ต้องบรรยายเลยว่าหวานกรอบมากแค่ไหน ด้วยความที่กลัวว่าคนจะเยอะมากๆในช่วงอาหารเย็น เราจึงสั่งอาหารมาทีเดียวเลย โครมใหญ่

    ปลาเทร้ารมควัน[โครตอร่อย]
    ปลาเทร้านึ่งมะนาว
    ต้มยำปลาเทร้า [แซบมาก]
    เห็ดหอมสดทอดซีอิ๊ว[ที่นี่เค้าชุบแป้งบางๆแล้วนำไปทอดกรอบ]
    เป็ดย่าง[จำชื่อไม่ได้]2จาน
    ผัดผักรวม
    แกงเหลืองปลาแรด
    แกงเลียงผักสด[ใช้ปลาโขลกกับน้ำพริกแกง ไม่ใช้กุ้งสด]
    ข้าวสวยสามโถ

    นี่เป็นอาหารสำหรับคนหกคนที่กำลังหิวโซสั่ง และเย็นนี้งดแอลกอฮอล์ กินบรรยากาศแทน อิ่มหนำสำราญจนแน่นแทบจะขย้อนออกมาก็กลับที่พัก อ้อ..ตอนเช็คบิลเราก็ไม่ลืมที่จะบอกทางร้านเค้าว่าอาจารย์เสกสรรค์แนะนำมาด้วย[เราแอบเรียกอาจารย์ว่า "พี่หนวด"]คุณบอยจอดซื้อกาแฟแบบซองไปด้วยจะได้ไม่รบกวนของพี่ๆเค้าที่ศูนย์ และยังมีน้ำเต้าหู้อีก แกบอกว่ากลัวจะหิวตอนดึกๆ

    วันหยุดนี้ที่ผืนดินดาว

    เสร็จจากการเที่ยวชมบางส่วนของศูนย์ พี่ตึ๋งพาเราเข้าที่พัก แกบอกเราว่าจะมีอีกคณะหนึ่งขึ้นมาช่วงเย็นๆบ้านพักรับรองจึงเต็ม พี่เค้าให้พวกเรานอนในที่พักของเค้า หากอีกคณะหนึ่งไม่มาเราก็จะได้ย้ายไปพักที่บ้านหลังนั้น ฉันบอกว่าไม่เป็นไรนอนที่นี่ก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าพวกเราจะไม่สะดวกสบาย จัดเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยพวกเราทยอยอาบน้ำกันทีละคน ในตอนแรกนั้นฉันว่าจะไม่อาบเพราะอากาศค่อนข้างหนาวแต่ลุยฝุ่นขึ้นไปเที่ยวเมื่อสักครู่ก็ทำให้เปลี่ยนใจ ไม่อาบก็คงจะนอนไม่ได้เขรอะมอมเป็นม้งเชียว

    อาบน้ำเสร็จก็ออกมานั่งเล่นที่หน้าห้องพัก พี่ตึ๋งบอกกับฉันว่า ความจริงที่นี่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวปีนี้ แต่แกทำไม่ทัน มันยังไม่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว ปีนี้จึงให้เฉพาะครอบครัวของเจ้าหน้าที่ในข่ายงานที่รู้จักกันขึ้นมาเที่ยวเท่านั้น แกบอกว่าคืนนี้เราจะได้ร่วมวง [หมายถึงทานข้าวและเครื่องดื่มมีฟองซู่ซ่า] กับพวกพ้องของเจ้าหน้าที่ในศูนย์แห่งนี้ที่มาจากราชบุรี แกถามว่ามีใครอยากจะซื้ออะไรเพิ่มเติมไหมเพราะเดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่ลงไปซื้อของที่แม่ริม ฉันกับเพื่อนจึงปรึกษากันและรวมเงินฝากพี่ๆเค้าซื้อของด้วยสองพัน พี่ตึ๋งบอกว่ามากเกินไป แกหยิบไปแค่ไปแค่ใบเดียวเพื่อฝากเค้าซื้อเครื่องดื่มขึ้นมา

    ที่ชั้นล่างของบ้านพักเป็นโรงอาหาร รูปร่างคล้ายๆโดมเหมือนเรือนกระจก พี่แม่ครัวกำลังตระเตรียมอาหาร กลิ่นบาบีคิวหอมเสียจนท้องฉันร้อง หนูซีบอกคุณบอยว่าหิวแล้ว คุณบอยจึงแนะนำว่าควรจะลงไปช่วยพี่ๆเค้าทำจะได้ดูไม่เกะกะและไร้ประโยชน์ พวกเราจึงทยอยลงไปช่วยในโรงครัว

    จานแรกที่ยกมารองท้องเป็นสลัดผักในโครงการนั่นเอง เป็นผักที่พวกเราไม่รู้จักสักอย่าง พี่ตึ๋งบอกว่าผักเหล่านี้ส่งขายให้การบินไทย และเสริฟในสายการบินเท่านั้น กิโลหนึ่งก็พันกว่าบาท ได้ยินดังนั้นเราจึงค่อยๆลิ้มรสผักราคาแพงอย่างเบามือ กลัวมันจะช้ำรึไงไม่ทราบได้

    และเมื่ออีกคณะมาถึงพวกเราก็เริ่มจะอิ่มไปเสียแล้ว พี่ๆอีกคณะก็น่ารักทักทายเราอย่างเป็นกันเอง พี่ตึ๋งเดินมาบอกพวกเราว่า ทานข้าวเสร็จจะมีรอบกองไฟที่ด้านบนศูนย์ตองแถวๆแปลงสตอเบอรี่ แกบอกว่าจะพาไปดูดาวบนดิน ฉันนึกในใจว่าเอาอีกแล้วคลุกฝุ่นอีกแล้วสิกู แต่ด้วยความที่อยากจะเห็นดาวบนดินก็ต้องยอม

    อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าแล้ว พวกเราช่วยกันขนของขึ้นรถคนละไม่ละมือ พอไปถึงที่กองไฟได้จุดเตรียมเอาไว้แล้ว พวกเราช่วยกันขนฟางมาวางรอบๆกองไฟเพื่อเป็นเก้าอี้นั่ง หรือจะนอนก็ตามสะดวก พี่แม่ครัวเริ่มเผาข้าวหลามไปเรื่อยๆ จังหวะนี้พวกพี่ๆเค้าก็เริ่มแนะนำตัวและกล่าวอะไรบางอย่างที่กินเวลานานมาก ฉันเข้าใจว่าคงเป็นเหมือนการแนะนำเจ้าบ้านและแขกทุกๆคน มีมอบของที่ระลึกให้พี่ตึ๋งด้วยและกึ่งๆบังคับให้พี่ตึ๋งกล่าวอะไรสักหน่อย ซึ่งก็ยาวอีกเหมือนกัน พวกเรานอนบนฟ่อนฟางมองดาวบนฟ้าไป จิบเบียร์ไป ฟังพี่เค้าพูดไป

    พี่ตึ๋งบอกว่าเจ้าหน้าที่โครงการหลวงนั้นไม่ใช่ข้าราชการ ไม่มีซีไม่มีขั้นแต่เป็นข้าราชบริภารของในหลวงท่านกับพระราชินี กินเงินเดือนจากเงินท้องพระคลังโดยตรง มาทำงานที่โครงการหลวงนี้ทุกคนอยู่ด้วยใจเพราะทุกๆที่นั้นก่อนจะมาบุกเบิกเป็นพื้นที่ทุระกันดารชาวเขาใช้ปลูกฝิ่น แกยังบอกอีกว่า ผมไม่ใฝ่สีใด ต้องการแค่ถวายงานรับใช้ให้ท่านได้สบายพระทัยก็เพียงพอ

    ฉันได้ฟังอย่างนั้นแล้วน้ำตาพาลจะร่วง
    โชคดีของฉันเหลือเกินที่ได้คนคนนี้มาเป็นพี่ชาย

    วันหยุดนี้..ที่เชียงใหม่





    ฉันกลับถึงบ้านในเวลาบ่ายแก่ๆของวันอาทิตย์
    การเดินทางท่องเที่ยวได้สิ้นสุดลง แต่อาการปวดขาและคัดจมูกนั้นยังคงอยู่ ก็ยังแปลกใจเพราะยาแก้แพ้นั้นก็ยังกินเป็นปกติไม่ได้ขาด ทำไมจึงไม่หายเสียที จะดื้อและแอบเบี้ยวไม่กินบ่อยๆนั้นก็แค่ยาบำรุงเลือดอย่างเดียวเพราะกลิ่น ของมันนั้นยากที่จะรับทานได้จริง จริง

    กลับถึงบ้านทั้งๆที่ยังไม่ถึง "ปาย"
    เหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางคืออยากเห็น
    "ปาย" อย่างที่ "ปาย" เป็น ในวันที่เงียบสงบมากกว่า
    เมืองเล็กๆในหุบเขาที่งามเหมือนอย่างที่เคยเห็นจากภาพในหนังสือท่องเที่ยว รึฉันอาจจะวาดฝันจนเกินไป เมืองที่ว่านั้นอาจจะหายไปแ้ล้วก็เป็นได้

    ถึงเชียงใหม่ 9โมงกว่า
    แวะไปรับเพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯที่อาเขตขึ้นรถ ทั้งๆที่ยังไม่มีคำตอบให้เพื่อนว่า ทำไมถึงไม่ไป "ปาย" และก็ยังไม่มีคำตอบให้เพื่อนด้วยว่า จะพาไปเที่ยวที่ไหนบ้าง มีเสียงบ่นงืมงัมจากหลังรถว่า ฉันซื้อเต้นท์มาแล้วนะแก ฉันก็ได้แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

    มนุษย์ทั้ง6คนที่ยังไร้จุดหมายนั้นเริ่มต้นชาร์ตแบตเตอรี่ให้ตัวเองที่ร้าน อาหารหน้ามอ หลังจากที่พลังงานได้ถูกเติมเต็มแล้วพวกเราก็ตัดสินใจเข้าไปเยี่ยม ช่วง ช่วง กับ หลินฮุย กันก่อน ความจริงแล้วก็ไม่ได้คิดพิสวาสหมีแพนด้าเลยสักนิด แต่ก็ต้องยอมตามแห่เขาไปเพราะยังคิดจุดหมายปลายทางไม่ออก จากแพนด้าก็บ้าไปดูเชียงใหม่ ซู อควาเรี่ยม เดินป่วนกันอยู่หลายชั่วโมงจึงโบกมือลาสวนสัตว์เชียงใหม่พร้อมๆเสียงบ่นว่าเหนื่อยว่ะ

    ขึ้นรถครบคนก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง คำถามเดิมก็วกกลับเข้ามา เราจะไปไหนกันดี? ฉันตัดสินใจโทรหาลูกผู้พี่คนหนึ่งที่พำนักพักอาศัยอยู่เชียงใหม่นานแรมปีแกชื่อพี่ตึ๋งเพื่อสอบถามถึงสถานที่เที่ยวที่น่าจะยังพอมีที่ให้พวกเรากางเต้นท์นอนได้สักคืน เสียงปลายสายตำหนิมาว่า"จะมาเที่ยวทำไมไม่บอกล่วงหน้าจะหาที่พักตอนนี้อย่าไปคิดเลยว่ามันจะมีเต็มหมดทุกที่แล้วลูกหยิ่งเอ้ย!" คุยกันได้สักครู่แกจึงบอกว่าให้ฉันกับเพื่อนขับรถขึ้นไปหาแกที่โครงการหลวงหนองหอย ฉันจึงบอกแกว่าพวกเราได้เตรียมเต้นท์มาแล้ว2หลัง แต่ไม่มีผ้าห่มมา จะต้องซื้อขึ้นไปไหม? แกบอกว่า ไม่ต้องผ้าห่มของศูนย์พอจะมี สอบถามเส้นทางกันจนเข้าใจดีแล้วจึงมุ่งหน้ารถไปที่จุดหมายที่ต่อไป

    ฉันเจอพี่ตึ๋งครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นแกทำงานที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ครั้งนั้นได้ยกโขยงกันไปรบกวนพี่เค้ากันหลายสิบคนสนุกกันมาก พี่ตึ๋งในตอนนั้นมีตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ แต่พี่ตึ๋งในวันนี้เป็นถึงผอ.ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

    ที่นี่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่มากนัก พวกเราเดินทางขึ้นไปถึงประมาณบ่าย3โมง ไปเจอกับคณะของใครสักคน[ขออภัยที่ไม่ได้ใส่ใจจำ]กำลังแจกผ้าห่มให้ชาวเขาที่ ในสนามโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการศูนย์พอดี คุณบอยเดิน เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ในศูนย์ว่า ผอ.อนุพงษ์ อยู่ไหมครับ? เจ้าหน้าที่ชี้มือไปที่รถของโครงการหลวงคันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนออกมาจากใน โรงรถ ฉันวิ่งไปสวัสดีทักทาย พี่ตึ๋งไม่ได้เปลี่ยนไปมากสักเท่าไหร่เลย เหมือนพี่ชายคนเดิมที่เคยรู้จัก ฉันยังแซวแกว่า ดูไม่เห็นเหมือน ผอ.เลยเหนอะ(ฮา) เราหัวเราะพร้อมกัน

    แกบอกให้พวกเราเอารถเข้าไปจอดที่ข้างในโรงรถ แล้วโดดขึ้นหลังรถแกเลย เพราะกำลังจะไปดูแปลงสตอเบอรี่พอดี ที่ข้างหลังรถ พวกเราที่ไร้จุดหมายและกร่อยเมื่อตอนเช้าเริ่มมีเสียงหัวเราะแซวกันไปมา เพื่อนถามฉันว่า แกมีถุงไหมวะ? ฉันจะเอาใส่สตอเบอรี่ แล้วเรายังคุยกันถึงการเที่ยวครั้งก่อนที่โครงการหลวงแม่แฮด้วย พวกเราเก็บสตอเบอรี่ที่นั่นกินกันสดๆจนอิ่มเลี่ยนสตอเบอรี่ไปนาน

    ถึงแปลงสตอเบอรี่ เจ้าหน้าที่ให้ความรู้พวกเราว่า แปลงที่เราดูอยู่นี้เป็นสตอเบอรี่พระราชทาน ผสมสายพันธ์ระหว่าง[อะไรกับอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้]มันจะหวานมากและไม่เปรี้ยวเลย พอได้ยินอย่างนั้นจึงไม่รอช้าที่ลงไปลุยดงสตอเบอรี่ทันที รสชาดนั้นหอมหวานมาก ไม่มีรสเปรี้ยวสักนิด ลิ้มรสสตอเบอรี่กันชื่นใจแล้วก็เดินเที่ยวดูแปลงผักพันธ์แปลกตา ตลาดที่บ้านไม่มีขายค่ะ เดินไปถามไป เจ้าหน้าที่ทุกคนก็น่ารักเต็มใจตอบ ไม่อยากบอกเลยว่าที่ถามเขามาฉันจำไม่ได้เลยสักกะอย่าง ถึงแม้จะแอบเด็ดชิมไปหลายอย่างก็ตาม

    ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย
    จากตัวเมืองเชียงใหม่ ถึงสามแยก อ.แม่ริม 17.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายทางแยกไป อ.สะเมิง กิโลเมตรที่ 15 จากนั้น เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางตลอดสาย ขึ้นดอยไปอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที






    ไม่ไกลกันเกินปาย


    ก่ อ น ป า ย
    (C)POINT

    หยิบนวนิยายเรื่อง"ไม่ไกลกันเกินปาย"ขึ้นมาลูบๆคลำๆอีกครั้งเพื่อเป็นการตระเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางขึ้นไปเยือนเมืองปาย และการปายเอาดาบหน้าก็เป็นสเน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทาง ไปเรื่อยๆไม่ต้องมีแผนอะไรทั้งนั้น ไปตามใจฉัน

    ครั้งแรกที่คิดถึงปาย คือการเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของฉากโรแมนติคในเมืองที่โรแมนติคที่สุดเมืองหนึ่งตามคำบอกเล่าของใครหลายๆคน แต่พอจะได้ไปจริงๆนั้นภาพเหล่านี้ได้หายไป ภาพผู้คนยืนเบียดเสียดกันที่บนภูชี้ฟ้าเมื่อวันหยุดของปีก่อนมาแทนที่ ถนนเส้นที่เคยเงียบก็เต็มไปด้วยรถรา มีภาพปายโผล่มาลางๆที่ในใจ แม้จะเป็นภาพที่ไม่สวย แต่ก็นั่นแหละ มนุษย์เกิดมาเพื่อรู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน จะไม่มีเพื่อนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ อะไรจะแปลกแยกปานนั้น


    ทำใจให้ร่าเริง แล้วก็ปาสะให้มันหายอยาก

    หลายวันมานี่ลมหนาวพัดเอื่อยโอบกอดเมืองพะเยาทั้งวัน อากาศเย็นลงเร็วมาก หนาวนี้ไม่ได้กลับบ้านทุ่งดาว คราวก่อนทำบ้านเละจนคุณพิบูลศักดิ์เม้ง คนอารายเม้งได้ข้ามปี ช่างเถอะเราเองก็พยายามเข้าใจว่าบ้านคุณพิบูลศักดิ์นั้นเป็นบ้านที่ไม่เคยมีเด็กเล็กซนอยู่ในบ้าน แกเลยชินกับบ้านที่สะอาด เรียบร้อย และมีระเบียบจัดตามแบบฉบับของแก พอเราทำของเกลื่อนกราดก็พาลทำแกให้ทำงานไม่ได้ มัวแต่หัวเสียกับข้าวของ บางคนก็เกิดมาเพื่อที่จะอยู่คนเดียวจริง จริง


    พ่อคะปล่อยวางบ้างนะคะหนูเบื่อ
    (C)POINT
    (C)POINT