พอทำกรอบเลื่อนเสร็จ ก็เข้าอีหรอบเดิมอีกตามเคย คือ..ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ที่อยากจะเขียน
เมื่อคืน เมื่อวาน เมื่อวันก่อน ได้อันตรธานหายไปหมดสิ้นแล้ว
ฝนแรกของปีมาเยือนฟ้าเหนือตั้งแต่เมื่อคืน ตกลงมาทั้งคืนจนถึงเช้า วันนี้ท้องฟ้าชุ่มน้ำ เมืองภูกามอากาศจึงเย็นยะเยือกอีกครั้ง
ปู่เรียกฝนแรกนี้ว่าฝนไล่ช้าง ฉันเคยถามปู่ว่าทำไมเรียกแบบนั้น? ปู่ก็ตอบว่าที่เรียกอย่างนี้เพราะว่าเป็นฝนเม็ดใหญ่ ตกลงมาเสียงดัง ดังจนช้างตกใจหนีไป (จริงไหม..ไม่รู้จะเชื่อปู่ดีไหมหว่า?)
ส่วนพ่อเรียกฝนแรกนี้ว่าฝนชะช่อมะม่วง เพราะมันจะตกลงมาโดนช่อมะม่วงร่วง ฉันชอบแบบที่พ่อเรียกมากกว่า ไม่ใช่เพราะไม่ชอบกินมะม่วง แต่เพราะคำดูสวยดี
ถึงแม้ฝนจะตกทั้งคืนแต่ควันบางๆก็ยังคลุมฟ้าอยู่ เมื่ออาทิตย์ก่อนนั่งรถเข้ากรุงเทพฯกับคุณบอยโดยวิ่งรถเส้นลำปาง เข้าตาก ป่าสองข้างทางนั้นแห้ง ควันไฟป่าคลุ้งเต็มไปหมด ฉันอดที่จะบ่นไม่ได้ว่าทำไมใช้เส้นทางนี้ ทางไม่สวยเลย คุณบอยก็ให้เหตุผลว่าเส้นอุตรดิตถ์ยังสร้างไม่เสร็จ วิ่งรถทางนี้จะปลอดภัยกว่า ฉันจึงได้แต่แอบบ่นเล็กๆอยู่คนเดียวเบาๆ
บางที บางครั้ง
เหตุผลที่ถูกของผู้ชายก็ดูจะน่าเบื่อไม่น้อย หรืออะไรที่ดีเกินไปก็น่ารำคาญสะดื้อๆ (ไม่ชอบคนขับเลยให้ตายเถอะ)
ตลอดเส้นทางมีที่ถูกใจอยู่อย่างเดียว คือมะยงชิดที่ขายอยู่ข้างทางก่อนถึงจังหวัดนครสวรรค์นั้นอร่อยมาก หวานไม่มีที่ติ และก็แพงมากๆด้วย กิโลละ 150 บาท และในขณะที่ฉันกำลังเอร็ดอร่อยกับมะชงชิดอยู่นั้น จู่ๆคุณบอยก็พูดขึ้นว่า "150 บาท ราคานักท่องเที่ยว" ช้ำใจจัง กูก็รู้ว่าราคานักท่องเที่ยว แต่ความอยากมันห้ามกันไม่ได้ ส่งสายตาอาฆาตไปบอกคุณบอยว่า "งั้นก็อย่ากินเลย เค้าเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวก็ได้"
ความเงียบครอบงำการเดินทาง จะมีบ้างก็เสียงก่นด่ารถคันอื่นๆของคุณบอยเล็ดลอดออกมาเป็นช่วงๆให้ได้แอบขำในใจ
ถึงกรุงเทพฯตอนสามทุ่มกว่าๆ
แยกกับคุณบอยที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวางเพื่อขึ้นรถแท็กซี่ไปสุขุมวิท77 (ขึ้นรถไฟฟ้าไม่เป็น)ก่อนขึ้นรถแท็กซี่กับหนูปูถามย้ำพี่คนขับอีกครั้งว่า "พี่รู้จักใช่ไหม? สุขุมวิท77 ตรงรถไฟฟ้าอ่อนนุช หนูไม่รู้ทางนะ พี่รู้นะ ห้ามถามทางนะพี่" คนขับพยักหน้าว่ารู้จัก แต่ก็ยังไม่วายจะกังวลใจ
เข้ากรุงเทพฯทีไร โรคบ้านนอกวิตกจะกำเริบขึ้นมาทันที เห็นอะไรเป็นคิดมาก อะไร อะไรก็ให้ได้ระวังตัว ความไว้เนื้อเชื่อใจและความอุ่นใจหายไปไหนหมดไม่ทราบได้บ้านนอกวิตกจริง จริง
และเข้ากรุงครั้งนี้ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า
"จะขึ้นรถไฟฟ้าให้จงได้!!"
ขณะที่ทบทวนความมุ่งมั่นอยู่นั้นเอง พี่คนขับรถแท็กซี่ก็ถามขึ้นว่า "น้องได้ดูข่าวไหมครับ ที่ไฟไหม้ซานติก้า"หันไปตอบพี่เค้าทันทีว่า "ดูค่ะ " ต้องรีบตอบเพราะกลัวเค้าจะว่าเอาได้ว่าเห่ย แกก็ยิ้มให้แล้วชี้มือขวาไปที่ข้างนอก พูดต่อว่า "ซอยขวามือข้างหน้านั่นครับซานติก้า"อืม.. จะดีใจดีไหมก็ไม่รู้ ความรู้สึกค่อนข้างกำกวมชอบกล
เดินทางถึงลุมพินีเพลสโดยสวัสดิภาพ กล่าวขอบคุณพี่แท็กซี่ที่มีน้ำใจงามเป็นที่เรียบร้อย ก็ยืนรอใบตองลงมารับที่ชั้นล่างอาคาร
ใบตองลงมารับพร้อมกับพี่พัด
ดี ใ จ จั ง
ถึงห้องพร้อมเสียงโทรศัพท์ คุณบอยโทรมาถามไถ่ว่า ถึงหรือยัง? แกห่วงว่าจะหลงกรุง ก่อนวางสายเรานัดแนะกันว่า เจอกันคืนวันเสาร์แล้วกลับพร้อมๆกันวันอาทิตย์เลยนะ
คืนนั้นนอนคุยกันถึงเรื่องต่างๆมากมายกับพี่พัดเหมือนเคยจนดึกดื่น พอจะหลับก็นึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาได้อีก กว่าจะหลับก็เกือบตีสอง เป็นเรื่องธรรมดาเพราะปีหนึ่งๆเราจะได้เจอกันครั้งถึงสองครั้งเท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าจะคุยกันสักกี่พันครั้ง เรื่องฮอตฮิตที่สุดที่เราชอบนอนคุยกันเป็นนักหนาก็ไม่พ้นเรื่องของคุณพิบูลศักดิ์นั่นเอง(หรือเรียกอีกทีว่า "นินทา")
มากรุงเทพครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าให้จงได้ จะติดก็แต่ไม่รู้จะบอกใครว่ายังไงดี อธิบายอะไร อะไร ไม่เก่ง แต่แล้วจู่ๆพี่พัดก็บอกว่าจะไปส่งงานที่สยาม พี่เค้าก็ถามต่อว่า "จะไปนั่งรถเล่นด้วยไหม?" ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วจึงตอบตกลง ใจก็คิดว่านั่งรถไปเรื่อยๆ แต่จู่ๆพี่พัดก็เลี้ยวรถเข้าจอดที่รับฝากรถที่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช หัวใจฉันเริ่มเต้นแรง และมือก็เริ่มเย็นเมื่อพี่พัดบอกให้ฉันเดินขึ้นไปรอที่ข้างบนก่อนเลย
ที่สุดก็สมใจ ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เคยคิดและเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าของคุณบอย
สองคนกับหนูปู ถูกทิ้งไว้ที่สถานีสยาม พี่พัดนั้นแยกออกไปส่งงานที่จุฬา และนัดเจอกันตรงที่เดิมตอนบ่ายสามโมง
สองคนกับหนูปูเดินโต๋เต๋เที่ยวเล่นไปทั่วโดยไม่รู้ทาง เดินไปเรื่อยๆ เจออะไรต้องตาก็หยุดดู เดินจนไม่มีแรงจะเดิน เข้าใจแล้วว่าทำไมคนกรุงเทพถึงได้ผอมนัก เพราะวันหนึ่งๆเดินกันหลายกิโลนี่เอง
แล้ววันนี้ก็ได้รู้ว่าตัวฉันเองนั้นป่วยจริงๆ เพราะเดินได้ไม่เท่าไหร่อาการปวดเกร็งที่ท้องน้อยก็กลับมา ปวดเสียจนต้องเดินค่อยๆและนั่งพักเป็นระยะๆ กลับถึงห้องโทรเล่าถึงอาการให้คุณบอยฟัง เธอว่าเป็นธรรมดา และอีกอย่างคงเป็นเพราะนั่งรถร่วมเก้าชั่วโมงด้วย ฉัน..คนที่พยายามบอกตัวเองว่าหายแล้ว ไม่เป็นไรแล้วนั้นจึงต้องยอมนอนพักแต่โดยดี รู้สึกแย่จัง