Profil de NuNingSawatdee JawPhotosBlogListesPlus Outils Aide

Blog


ฝากแหมะ


ได้ฤกษ์เขียนสะทีหลังจากมาแหมะเอาไว้ให้ได้อับอายอยู่สองวันเต็ม ช่วงนี้อากาศร้อนจัดไม่สบายตัวมากนัก แบตมินตันนั้นเลิกพูดถึงไปได้เลย ไม่ได้เล่นมาเป็นอาทิตย์แล้ว สวยไม่สู้ร้อน ช่วงนี้โหมออกรอบมากกว่า แบตมินตันจึงตกอยู่ในฐานะลูกเมียน้อยก็ไม่ปาน งานการก็ทำแค่ครึ่งวัน อีกครึ่งค่อนวันเพลินเพลินกับการตีกอลฟ์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ปังย่าจัดคูณ4 (อีกแล้ว เย้!)ตื่นเช้ามา6โมงครึ่ง รีบเข้าเกมส์โดยด่วน ด้วยกลัวว่าจะอัดเข้าไม่ได้ตอนสายๆ นั่งเมาขี้ตาเล่นไปดูข่าวเช้าไปเพียงลำพังคนเดียวที่ปลายเตียง โดดเดี่ยวได้ไม่นานโอก็ป๊องเอ็มมาชวนเล่นด้วยกัน ช่วงนี้เล่นเกมส์กับโอบ๊อย บ่อย บ่อยเสียจนจะได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้ว 
       ก รี้ ส
ลุงสิดนั้นหายไปเลย จู่ๆก็หายไปไม่บอกไม่กล่าว จนทนไม่ไหวต้องโทรหาแก ด้วยกลัวว่าแกจะไม่สบายป่วยด้วยโรคแก่ไข้ แต่ก็เปล่าเสียงแกออกจะเริงร่าท้าลมร้อน ที่แท้แอบไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าร้านใหม่เป็นเถ้าแก่นี่เอง อุอุ พี่เรารวยใหญ่แล้ว อย่างนี้ขอให้แกส่งปลาหมึกมาให้อีกสักสองลังขนหน้าแข้งแกคงไม่กระดิก

ช่วงนี้ พี่น้องที่หายหน้าหายตาไปทยอยโผล่หน้ามาทีละคน ละคน คริๆดีใจจังเลย คุณบอยเองก็ล้างมือจากเอสเอฟกลับมาตีปังอย่างบ้าคลั่ง ตีเอาเป็นเอาตายจนได้เป็นโปรแล้ว แต่เราก็ยังคงเป็นเซมิเช่นเดิม ฮือ ฮือ

เซมิผู้ต่ำต้อย เป็นเซมิตั้งแต่ซีซั่น1 จนซีซั่น4 ก็ยังเป็นแค่เซมิ เซมิ และก็เซมิวี๊ดดดดดดดอยากเป็นโปรบ้างอ่ะ

ฝนตกงึมงัม


พอทำกรอบเลื่อนเสร็จ ก็เข้าอีหรอบเดิมอีกตามเคย คือ..ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ที่อยากจะเขียน
เมื่อคืน เมื่อวาน เมื่อวันก่อน ได้อันตรธานหายไปหมดสิ้นแล้ว

ฝนแรกของปีมาเยือนฟ้าเหนือตั้งแต่เมื่อคืน ตกลงมาทั้งคืนจนถึงเช้า วันนี้ท้องฟ้าชุ่มน้ำ เมืองภูกามอากาศจึงเย็นยะเยือกอีกครั้ง

ปู่เรียกฝนแรกนี้ว่าฝนไล่ช้าง ฉันเคยถามปู่ว่าทำไมเรียกแบบนั้น? ปู่ก็ตอบว่าที่เรียกอย่างนี้เพราะว่าเป็นฝนเม็ดใหญ่ ตกลงมาเสียงดัง ดังจนช้างตกใจหนีไป (จริงไหม..ไม่รู้จะเชื่อปู่ดีไหมหว่า?)

ส่วนพ่อเรียกฝนแรกนี้ว่าฝนชะช่อมะม่วง เพราะมันจะตกลงมาโดนช่อมะม่วงร่วง ฉันชอบแบบที่พ่อเรียกมากกว่า ไม่ใช่เพราะไม่ชอบกินมะม่วง แต่เพราะคำดูสวยดี

ถึงแม้ฝนจะตกทั้งคืนแต่ควันบางๆก็ยังคลุมฟ้าอยู่ เมื่ออาทิตย์ก่อนนั่งรถเข้ากรุงเทพฯกับคุณบอยโดยวิ่งรถเส้นลำปาง เข้าตาก ป่าสองข้างทางนั้นแห้ง ควันไฟป่าคลุ้งเต็มไปหมด ฉันอดที่จะบ่นไม่ได้ว่าทำไมใช้เส้นทางนี้ ทางไม่สวยเลย คุณบอยก็ให้เหตุผลว่าเส้นอุตรดิตถ์ยังสร้างไม่เสร็จ วิ่งรถทางนี้จะปลอดภัยกว่า ฉันจึงได้แต่แอบบ่นเล็กๆอยู่คนเดียวเบาๆ

บางที บางครั้ง
เหตุผลที่ถูกของผู้ชายก็ดูจะน่าเบื่อไม่น้อย หรืออะไรที่ดีเกินไปก็น่ารำคาญสะดื้อๆ (ไม่ชอบคนขับเลยให้ตายเถอะ)

ตลอดเส้นทางมีที่ถูกใจอยู่อย่างเดียว คือมะยงชิดที่ขายอยู่ข้างทางก่อนถึงจังหวัดนครสวรรค์นั้นอร่อยมาก หวานไม่มีที่ติ และก็แพงมากๆด้วย กิโลละ 150 บาท และในขณะที่ฉันกำลังเอร็ดอร่อยกับมะชงชิดอยู่นั้น จู่ๆคุณบอยก็พูดขึ้นว่า "150 บาท ราคานักท่องเที่ยว" ช้ำใจจัง กูก็รู้ว่าราคานักท่องเที่ยว แต่ความอยากมันห้ามกันไม่ได้ ส่งสายตาอาฆาตไปบอกคุณบอยว่า "งั้นก็อย่ากินเลย เค้าเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวก็ได้"

ความเงียบครอบงำการเดินทาง จะมีบ้างก็เสียงก่นด่ารถคันอื่นๆของคุณบอยเล็ดลอดออกมาเป็นช่วงๆให้ได้แอบขำในใจ

ถึงกรุงเทพฯตอนสามทุ่มกว่าๆ
แยกกับคุณบอยที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวางเพื่อขึ้นรถแท็กซี่ไปสุขุมวิท77 (ขึ้นรถไฟฟ้าไม่เป็น)ก่อนขึ้นรถแท็กซี่กับหนูปูถามย้ำพี่คนขับอีกครั้งว่า "พี่รู้จักใช่ไหม? สุขุมวิท77 ตรงรถไฟฟ้าอ่อนนุช หนูไม่รู้ทางนะ พี่รู้นะ ห้ามถามทางนะพี่" คนขับพยักหน้าว่ารู้จัก แต่ก็ยังไม่วายจะกังวลใจ

เข้ากรุงเทพฯทีไร โรคบ้านนอกวิตกจะกำเริบขึ้นมาทันที เห็นอะไรเป็นคิดมาก อะไร อะไรก็ให้ได้ระวังตัว ความไว้เนื้อเชื่อใจและความอุ่นใจหายไปไหนหมดไม่ทราบได้บ้านนอกวิตกจริง จริง

และเข้ากรุงครั้งนี้ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า

"จะขึ้นรถไฟฟ้าให้จงได้!!"

ขณะที่ทบทวนความมุ่งมั่นอยู่นั้นเอง พี่คนขับรถแท็กซี่ก็ถามขึ้นว่า "น้องได้ดูข่าวไหมครับ ที่ไฟไหม้ซานติก้า"หันไปตอบพี่เค้าทันทีว่า "ดูค่ะ " ต้องรีบตอบเพราะกลัวเค้าจะว่าเอาได้ว่าเห่ย แกก็ยิ้มให้แล้วชี้มือขวาไปที่ข้างนอก พูดต่อว่า "ซอยขวามือข้างหน้านั่นครับซานติก้า"อืม.. จะดีใจดีไหมก็ไม่รู้ ความรู้สึกค่อนข้างกำกวมชอบกล

เดินทางถึงลุมพินีเพลสโดยสวัสดิภาพ กล่าวขอบคุณพี่แท็กซี่ที่มีน้ำใจงามเป็นที่เรียบร้อย ก็ยืนรอใบตองลงมารับที่ชั้นล่างอาคาร

ใบตองลงมารับพร้อมกับพี่พัด
          ดี ใ จ จั ง

ถึงห้องพร้อมเสียงโทรศัพท์ คุณบอยโทรมาถามไถ่ว่า ถึงหรือยัง? แกห่วงว่าจะหลงกรุง ก่อนวางสายเรานัดแนะกันว่า เจอกันคืนวันเสาร์แล้วกลับพร้อมๆกันวันอาทิตย์เลยนะ

คืนนั้นนอนคุยกันถึงเรื่องต่างๆมากมายกับพี่พัดเหมือนเคยจนดึกดื่น พอจะหลับก็นึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาได้อีก กว่าจะหลับก็เกือบตีสอง เป็นเรื่องธรรมดาเพราะปีหนึ่งๆเราจะได้เจอกันครั้งถึงสองครั้งเท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าจะคุยกันสักกี่พันครั้ง เรื่องฮอตฮิตที่สุดที่เราชอบนอนคุยกันเป็นนักหนาก็ไม่พ้นเรื่องของคุณพิบูลศักดิ์นั่นเอง(หรือเรียกอีกทีว่า "นินทา")

มากรุงเทพครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าให้จงได้ จะติดก็แต่ไม่รู้จะบอกใครว่ายังไงดี อธิบายอะไร อะไร ไม่เก่ง แต่แล้วจู่ๆพี่พัดก็บอกว่าจะไปส่งงานที่สยาม พี่เค้าก็ถามต่อว่า "จะไปนั่งรถเล่นด้วยไหม?" ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วจึงตอบตกลง ใจก็คิดว่านั่งรถไปเรื่อยๆ แต่จู่ๆพี่พัดก็เลี้ยวรถเข้าจอดที่รับฝากรถที่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช หัวใจฉันเริ่มเต้นแรง และมือก็เริ่มเย็นเมื่อพี่พัดบอกให้ฉันเดินขึ้นไปรอที่ข้างบนก่อนเลย

ที่สุดก็สมใจ ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เคยคิดและเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าของคุณบอย

สองคนกับหนูปู ถูกทิ้งไว้ที่สถานีสยาม พี่พัดนั้นแยกออกไปส่งงานที่จุฬา และนัดเจอกันตรงที่เดิมตอนบ่ายสามโมง

สองคนกับหนูปูเดินโต๋เต๋เที่ยวเล่นไปทั่วโดยไม่รู้ทาง เดินไปเรื่อยๆ เจออะไรต้องตาก็หยุดดู เดินจนไม่มีแรงจะเดิน เข้าใจแล้วว่าทำไมคนกรุงเทพถึงได้ผอมนัก เพราะวันหนึ่งๆเดินกันหลายกิโลนี่เอง

แล้ววันนี้ก็ได้รู้ว่าตัวฉันเองนั้นป่วยจริงๆ เพราะเดินได้ไม่เท่าไหร่อาการปวดเกร็งที่ท้องน้อยก็กลับมา ปวดเสียจนต้องเดินค่อยๆและนั่งพักเป็นระยะๆ กลับถึงห้องโทรเล่าถึงอาการให้คุณบอยฟัง เธอว่าเป็นธรรมดา และอีกอย่างคงเป็นเพราะนั่งรถร่วมเก้าชั่วโมงด้วย ฉัน..คนที่พยายามบอกตัวเองว่าหายแล้ว ไม่เป็นไรแล้วนั้นจึงต้องยอมนอนพักแต่โดยดี รู้สึกแย่จัง

ถึงเธอ...

 

วันนี้ท้องฟ้าโปร่ง แดดจ้า
ใจสบายดี
และเมื่อเผลอคิดถึงเธอ
ใจหาย

พายุฤดูร้อนใกล้จะมาถึงแล้ว
ฝนห่าใหญ่
.....

ใจจะคิดถึงเธออีกไหมนะ?

 

บ้าจริง!